วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เจตนาที่แท้จริงของการทำบุญ คุณเข้าใจผิดมาตลอดหรือเปล่า?



“การทำบุญ” นับเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพุทธศาสนิกชนไทย แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจเจตนาที่แท้จริง
ของการทำบุญ ส่วนใหญ่ทำเพราะต้องการ สะสมบุญ ทำเพราะ อยากได้บุญ 
และเชื่อว่าบุญนั้นจะส่งผลให้ตนเองประสบความสำเร็จในชีวิตในเร็ววัน

หลายคนลืมนึกไปว่าการทำบุญเพราะ “อยากได้” บุญนั้น เป็นเหตุให้เกิดกิเลสขึ้นในใจได้เหมือนกัน
ที่สุดแล้วความอยากได้ (โลภ) ก็จะนำไปสู่ความหลงผิด งมงาย (โมหะ)
หลาย ๆ คนทำบุญกันจนเป็นกระแส ทำเพราะความอยากได้ ทำเพราะหวังผลตอบแทน
กลายเป็นว่าหลายคน “ซื้อบุญ” ด้วยเงิน 
เขาเหล่านั้นไม่ได้ทราบเลยว่าเจตนาที่แท้จริงของการทำบุญนั้นตรงข้ามกับสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง

เจตนาที่แท้จริงของการทำบุญ คือ การรู้จักเสียสละ รู้จักให้ โดยคำนึงอยู่เสมอว่า 
ทรัพย์สมบัติที่ตนมีอยู่นั้นแท้จริงแล้วก็ไม่ใช่ของ ๆ ตน  เป็นสิ่งสมมติขึ้น 
สุดท้ายแล้วไม่ได้มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริงเลย
การเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของการทำบุญและวางใจอย่างถูกต้องจะเป็นการช่วยกำจัด
กิเลศที่อยู่ในจิตใจ ลดความยึดมั่นถือมั่น ตัวกู ของกู 
นับเป็นการฝึกวิปัสสนาอย่างหนึ่งเสียด้วยซ้ำ


อย่างไรก็ตามดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผิด ท่านลองสังเกตตัวเองขณะทำบุญให้ดี 
ในขณะที่ท่านอธิษฐาน “ขอให้ข้าพเจ้า...” ได้นั่นได้นี่ เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ 
ได้ขึ้นสวรรค์ ได้ทรัพย์สมบัติ ฯลฯ จิตของท่านในขณะนั้นรู้สึกอย่างไร?
ถ้าหากว่ามันมีความอยากได้อยากมีแล้วละก็... มันเป็นกิเลสที่แฝงตัวมาอย่างแน่นอน

ตั้งจิตอย่างไรดีเมื่อจะทำบุญ?
  • ก่อนทำบุญ
             ตั้งใจเสียสละอย่างแท้จริง ให้คิดว่าการให้ในครั้งนี้เป็นเหมือนการเทน้ำลงในแม่น้ำ ไม่หวังผลใด ๆ ตอบแทน
      กลับคืนมาทั้งสิ้น

  • ขณะทำบุญ
             ถวายด้วยความรู้สึกว่าได้สละทรัพย์ของตนเพื่อให้คนอื่นได้ประโยชน์  พยายามวางใจให้ดี อย่าหวังผลตอบแทน 
      ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ให้อธิษฐานจิตว่าขออุทิศผลของบุญนี้แด่บิดามารดา (แม้จะมีชีวิตอยู่ก็อุทิศได้ หมายความว่า 
      บุญใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นขอยกให้พ่อแม่ของเรา) และส่วนบุญขออุทิศให้สรรพสัตว์โดยไม่เลือกว่าเป็นใคร อยู่ในภพภูมิใด  
      จะช่วยฝึกจิตให้เรารู้จัก “ให้” อย่างแท้จริง ทั้งยังฝึกให้เมตตาต่อเพื่อนร่วมวัฏสงสารโดยไม่เลือกว่าเป็นใครอีกด้วย
              หรืออีกวิธีหนึ่งให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “นิพฺพาน ปัจฺจโย โหตุ” ขอให้การให้นี้เป็นเหตุปัจจัยแห่งนิพพาน 
      อันจะช่วยให้หลุดพ้นจากทั้งทุกข์ และสุขทั้งปวง

  • หลังจากทำบุญ
      ต้องยินดีในทานของตัวเองจิตใจเบิกบานเมื่อนึกถึงทานที่ตนเองได้ถวายไป แล้วอย่านึกเสียดาย หรือสงสัยว่าสิ่งที่
      เราให้ไปแล้ว ผู้รับจะนำไปใช้ทำอะไร ให้เอาจิตจับแค่ความรู้สึกที่ว่าได้ “ให้” ไปแล้วเท่านั้นพอ แต่หากทำไม่ได้ 
      ก็ให้เลิกนึกถึงไปเลย

ข้อควรระวัง
สิ่งของที่ถวาย จะต้องได้มาด้วยวิธีที่สุจริต ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน หรือกระทั่งเบียดเบียนตนเอง 


ขอบคุณภาพจาก : http://student.nu.ac.th/jitrada/main.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น