วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

7 ไอเดียผัดกะเพราสุดแปลกจาก ชมรมคนรักผัดกะเพรา​



             ผัดกะเพรา นับเป็นหนึ่งในเมนูอาหารจานเดียวที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ เรียกได้ว่า ร้านอาหารตามสั่งแทบจะทุกร้านต้องมี ผัดกะเพรา อยู่ในรายการอาหาร ผู้เขียนเองเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ชื่นชอบผัดกะเพราเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามแม้จะหลงใหลในรสชาติอันจัดจ้าน เผ็ดร้อนของกะเพรา แต่บางครั้งก็รู้สึกเบื่อกับความจำเจของกะเพราแบบเดิม ๆ วันนี้จึงได้ลองเข้าไปเยี่ยมชมใน เฟสบุ๊กกรุ๊ปที่ชื่อว่า ชมรมคนรักผัดกะเพรา ซึ่งเป็นกลุ่มเหล่าคนรักผัดกะเพราต่างก็เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และความประทับใจที่มีต่อผัดกะเพรา รวมไปถึงแลกเปลี่ยนเมนู เคล็ดลับต่าง ๆ ผู้เขียนจึงได้พบว่านอกจากกะเพราแบบเดิม ๆ ที่เราเคยรับประทานกับเป็นประจำอย่าง กะเพราหมูสับไข่ดาว กะเพราหมูกรอบ กะเพราเนื้อ กะเพราคลุก ฯลฯ แล้ว ยังมีเมนูกะเพราแปลก ๆ ใหม่ ๆ อีกหลายเมนูที่ยังไม่เคยรู้จัก วันนี้จึงถือโอกาสนำมาฝากคุณผู้อ่านด้วย หวังว่าจะเป็นไอเดียให้คุณผู้อ่านได้ลองไปทำรับประทานกันดูนะคะ

          


เมนูแรกขอนำเสนอ เบอร์เกอร์กระเพราหมู

          รสชาติไทยแท้ ไข่ดาวกรอบ ๆ ผสมผสานความเป็นไทยกับสากลเอาไว้ในเมนูเดียว เจ้าของไอเดียนี้คือคุณ Watcharapariyapas Naklapas ซึ่งเป็นเชฟอยู่ที่สิงคโปร์ และเนื่องจากเมนูนี้ทางร้านทำขายอยู่เธอจึงไม่สามารถแชร์สูตรทั้งหมดได้ เพียงนำมาเป็นไอเดียให้ใครหลายคนไปลองทำดูในสไตล์ของตัวเองเท่านั้น น่ากินไม่หยอกเลยทีเดียวค่ะ

          



เมนูที่ 2 แปลกไม่แพ้เมนูแรก นั่นก็คือ กะเพราซุปเปอร์

          สำหรับเมนูนี้เป็นไอเดียจากคุณ ธัชกร รัตนพิทักษ์ กะเพราะเผ็ดร้อน กับซุปเปอร์ตีนไก่ฉ่ำเปื่อยจนแทบละลายในปาก เมนูนี้เป็นกับข้าวก็ได้ เป็นกับแกล้มก็ดี อร่อย แซ่บ ครบจบในเมนูเดียว



         เมนูที่ 3 หรูหราหมาเห่าไปกับเมนู กะเพราท้องปลาแซลม่อนทอด

          ไอเดียนี้มากจากคุณ Martkamjan Anat ซึ่งเคล็ดลับอยู่ที่ต้องผัดแห้ง ๆ เพราะเนื้อท้องปลาแซลมอนฉ่ำน้ำมันปลาอยู่แล้ว จะได้รสชาติเข้มข้นเผ็ดร้อน ที่ผสมผสานเข้ากันกับความฉ่ำของเนื้อท้องปลาแซลมอนเป็นอย่างดี


          เมนูที่ 4 ขอนำเสนอ วุ้นเส้นผัดกะเพราหมูตุ๋น

          เมนูนี้มาจากคุณ ณารารัตน์ เนื่องพิทักษ์กุล บอกเลยว่าน่าตาหน้าน่ารับประทานมาก วุ้นเส้นฉ่ำ ๆ ไปด้วยรสชาติของกะเพราเผ็ดร้อน อารมณ์น่าจะคล้าย ๆ ยำอยู่เหมือนกัน สาว ๆ สายยำที่เบื่อยำแล้วก็สามารถลองทำเมนูนี้ดูได้ รับรองว่าแซ่บถึงใจ



          เมนูที่ 5 กะเพราเป็ด MK

          สำหรับเมนูนี้ฟังชื่อก็ดูหรูหราเวอร์วังอลังการแล้วใช่ไหมคะ ไอเดียนี้มาจากคุณ Parinya Akkasorn  ซึ่งเธอเล่าว่า เธอซื้อโครงเป็ดมากจาก MK จำนวน 3 โครง สามารถนำมาทำกะเพราสำหรับรับประทานได้ถึง 6 คน แต่เมนูนี้คงต้องอาศัยความอดทนสักหน่อย เพราะต้องนำมาเลาะเนื้อเป็ดออกก่อน และ MK บางสาขาจะซื้อโครงเป็ดได้ต้องจองไว้ก่อน แต่ดูจากหน้าตาที่แสนจะยั่วน้ำลายแล้ว เชื่อว่าอร่อยคุ้มค่ากับการนั่งเลาะเนื้อเป็ดแน่นอนค่ะ



          เมนูที่ 6 กะเพราลิ้นวัว

          เมนูนี้อาจจะฟังดูแปลก ๆ สำหรับหลาย ๆ คน แต่ใครที่เบื่อความซ้ำซากต้องลองให้ได้นะคะ ผู้ที่นำเสนอไอเดียนี้ก็คือ คุณ ชาล์ว รัตนกุลชัยวัฒน์ ซึ่งเธอเล่าว่า ได้มีโอกาสไปทำงานที่จังหวัดสุรินทร์ และได้ลิ้มลองเมนู กะเพราลิ้นวัว จากร้านแห่งหนึ่งในราคาเพียง 59 บาทเท่านั้น ซึ่งรสชาติบอกเลยว่า อร่อย​ หอมใบกะเพรา​ เข้ากันเป็นอย่างดีกับลิ้นวัวหั่นพอดีๆ​ ไม่บาง​ ไม่หนา​ จนเกินไป ยิ่งถ้ามีไข่ดาวเพิ่มลงไปด้วยแล้วรับรองว่าฟินอย่างแน่นอน


          เมนูที่ 7 กะเพราหอยแครง

          เมนูนี้นำเสนอไอเดียโดยคุณ Napit Cale ซึ่งเขาและภรรยานำเอาหอยแครงลวกที่รับประทานไม่หมด มาผัดกะเพราต่อ หน้าตาน่ารับประทานทีเดียวค่ะ แต่คุณ Napit Cale แอบบอกว่าภรรยาก็ต้องบอกว่าอร่อย คงต้องไปลองกันดูแล้วค่ะว่าอร่อยจริงหรือเจ้าของไอเดียเขาชมเพราะเอาใจภรรยา

          เป็นอย่างไรบ้างคะคุณผู้อ่านกับ 7 ไอเดียกะเพราสุดแปลกที่นำมาฝากกันในวันนี้ อย่าลืมลองไปทำรับประทานแล้วมาคอมเม้นท์คุยกันนะคะ



เรื่อง: นางฟ้าสีแดง / ภาพจาก :  ชมรมคนรักผัดกะเพรา

วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564

น้ำกับสุขภาพ


 

    ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยน้ำถึงร้อยละ 70 ทุกเซลล์ในร่างกายจะมีน้ำเป็นองค์ประกอบ ร่างกายต้องใช้น้ำหมุนเวียนตลอดเวลาเพื่อทำหน้าที่หลายอย่าง น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับร่างกายมนุษย์



    การดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะทำให้ระบบร่างกายได้รับการกระตุ้น และพร้อมที่จะทำงาน ส่งผลให้โลหิตไม่ข้น การไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ง่าย หัวใจไม่ทำงานหนัก ไม่เหนื่อยง่าย ลมหายใจสะอาดสดชื่น นัยน์ตาเป็นประกายสดใส มีน้ำหล่อเลี้ยงแววตาตลอด ปากและลิ้นสะอาด ผิวกายไม่เหี่ยวย้น ใบหน้าชุ่มชื่น เป็นสีชมพู เลือดดี การขับถ่ายของเสียสะดวก ไม่ท้องผูกก ไม่ปวดหลัง และบั้นเอว การทำงานของไตดี และทำให้ไตไม่ทำงานหนักอีกด้วย


Sappha Sapphe

ผ้าขาวม้า : ผ้าสารพัดประโยชน์กับวิถีชีวิตของคนไทย

    


    ผ้าขาวม้า เป็นผ้าสารพัดประโยชน์ที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนไทย ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ความหมายตามพจนานุกรมจะหมายถึง ผ้าห่ม ผ้าผลัดอาบน้ำ หรือเคียนพุง แต่จริง ๆ แล้ว ผ้าขาวม้ายังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมาย

    สมัยก่อน ผ้าขาวม้าใช้ทำเป็นเบาะรองเด็กแรกเกิด หรือจะใช้ทำเป็นผ้าอ้อม เป็นเปลเด็ก โดยผูกเชือกแขวนกับขื่อบ้านหรือต้นไม้ก็ได้ตามสะดวก หรือจะใช้เป็นผ้าผูกรองลูกไว้ข้างหลังแม่กันลูกตกก็ได้ อีกกระทั่งโตขึ้นผ้าขาวม้าก็กลายเป็นตุ๊กตาของเล่น ใช้ม้วนเป็นก้อนกลม สำหรับเล่นมอญซ่อนผ้า หรือใช้ปิดตาเมื่อเล่นซ่อนหา หรือปิดตาตีปี๊บ



    ชายไทยสามารถใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวแทนเข็มขัด เป็นผ้าถุง คล้องคอ หรือพาดบ่าเมื่อจะออกไปนอกบ้าน ใช้โพกศีรษะกันความร้อนจากแสงแดด ใช้ใส่สัมภาระ หรือใช้ต่างผ้าเช็ดตัว ซึ่งยังพบเห็นกันอยู่ตามชนบท


(จากวารสารกินรี ปีที่ 15 ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม 2540)

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เพิ่งรู้!! ด้านสีน้ำเงินไม่ใช่ยางลบปากกาเหรอเนี่ย!!

เราเคยคิด และสอนลูกสอนหลานกันมาตลอดว่ายางลบสองหัวที่ด้านหนึ่งเป็นสีแดง และอีกด้านหนึ่งเป็นสีน้ำเงินนั้น  ด้านสีน้ำเงินมีไว้สำหรับลบปากกา  
แต่จริง ๆ แล้วมันใช่หรือ?
เรามักจะจบลงด้วยการที่กระดาษเจ้ากรรมฉีกขาดหลังจากความพยายามสุดแรงเกิดที่จะลบรอยปากกาพวกนั้นไม่ใช่หรือ?






ภาพจาก The Awesome Daily

จริง ๆ แล้วยางลบด้านสีน้ำเงินเจ้าปัญหานี้มีไว้สำหรับลบกระดาษอาร์ตหยาบ (grainy art paper) เพราะลักษณะของกระดาษที่ว่านี้ หากใช้ยางลบปกติ หรือยางลบด้านสีแดงจะทำให้ต้องใช้แรงมากในการลบ  โถ ๆ มิน่าเล่า เข้าใจผิดมาทั้งชีวิต
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตรรกะที่ว่าด้านสีน้ำเงินเอาไว้ลบหมึกปากกานี่มาจากไหน แต่ที่แน่ ๆ ต่อไปนี้เราคงไม่ทำสมุดฉีกเพราะไอ้เจ้ายางลบด้านสีน้ำเงินนี่อีกต่อไปแล้วล่ะ

Cr. http://raaga.thr.fm/Mobile/Features/Raaga-Buzz/Hot-Stuff/Real-Function-Of-Blue-Side-Eraser




วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ฟิสิกวันนี้ : การชน และชนิดของการชน

การชน(Collision)
การชน หมายถึง การที่วัตถุหนึ่งกระทบกับอีกวัตถุหนึ่งในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือในบางครั้งวัตถุอาจไม่ต้องกระทบกันแต่มีแรงมากระทำต่อวัตถุแล้วให้ผลเหมือนกับการชน ก็ถือว่าเป็นการชนกันลักษณะหนึ่ง 
ชนิดของการชน  
การชนในหนึ่งมิติมี 3 ลักษณะ
1.      การชนแบบยืดหยุ่น (Elastic collision)
2.      การชนแบบไม่ยืดหยุ่น (Inelaltic collision)
3.      การชนแบบไม่ยืดหยุ่นสมบูรณ์
การชนในสองมิติมี 2 ลักษณะ
1.      การชนในสองมิติแบบยืดหยุ่น
2.      การชนในสองมิติแบบไม่ยืดหยุ่น  
3.      การชนในสองมิติแบบไม่ยืดหยุ่นโดยสมบูรณ์
  การชนในหนึ่งมิติ หรือการชนในแนวเส้นตรง 

ลักษณะการชนแบบนี้โมเมนตัมของวัตถุที่มาชนกันจะมีทิศทางขนานและอยู่บนแนวเส้นตรงเดียวกัน  กรณีที่วัตถุมีขนาด ในเบื้องต้นจะพิจารณาเสมือนวัตถุมีมวลรวมอยู่ตำแหน่งเล็ก ๆ อันหนึ่งซึ่งเรียกว่า  จุดศูนย์กลางมวล ความเร็วของจุดศูนย์กลางมวลจะมีค่าเสมือนกับความเร็วของวัตถุทั้งก้อน ดังนั้นความเร็วของวัตถุจะมีทิศทางผ่านจุดศูนย์กลางมวลเสมอ 



การชนแบบนี้ยังแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด  ดังต่อไปนี้  คือ 


1.      การชนกันแบบยืดหยุ่น (Elastic collision)
การชนในลักษณะนี้ระบบของวัตถุจะมีพลังงานจลน์ก่อนชนและพลังงานจลน์หลังชนมีค่าเท่ากัน เป็นค่าคงตัวค่าหนึ่งเสมอ หรือกล่าวได้ว่าเป็นการชนที่ไม่มีการสูญเสียพลังงานจลน์ไปเป็นพลังงานรูปอื่น ๆ โมเมนตัมรวมก่อนการชนเท่ากับโมเมนตัมรวมหลังการชน บางครั้งเรียกว่า การชนแบบยืดหยุ่นสมบูรณ์  ซึ่งไม่สามารถพบเห็นได้จริงจากชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าปล่อยลูกเทนนิสตกกระทบพื้น หากลูกเทนนิสกระทบพื้นเป็นการชนแบบยืดหยุ่น จะพบว่า เมื่อกระดอนขึ้นจากพื้น ลูกเทนนิสจะกระดอนขึ้นมาเท่ากับระดับที่ปล่อย ซึ่งในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น 
2.      การชนแบบไม่ยืดหยุ่น (Inelaltic collision)
 เป็นการชนของวัตถุแล้วรูปร่างมีการเปลี่ยนแปลง การชนแบบนี้พลังงานจลน์ไม่คงที่ พลังงานจลน์หลังชนมีค่าน้อยกว่าพลังงานจลน์ก่อนชน เพราะว่าพลังงานจลน์บางส่วนนำไปใช้ในการเปลี่ยนรูปร่างวัตถุทำให้ บุบ ยุบ และเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานเสียงแต่โมเมนตัมรวม ก่อนการชนเท่ากับโมเมนตัมรวมหลังการชน
Ekก่อนชน       =    Ekหลังชน
3.      การชนแบบไม่ยืดหยุ่นสมบูรณ์ (วัตถุจะติดกันไป)
กรณีนี้ เมื่อชนกัน วัตถุจะติดกันไป ทำให้สูญเสียพลังงานจลน์ของระบบ คือ พลังงานจลน์ก่อนชน ไม่เท่ากับ พลังงานจลน์หลังชน พลังงานจลน์สูญเสียไปเนื่องจากการชน แต่ผลรวมของโมเมนตัม
ของระบบยังคงที่ คือ โมเมนตัมก่อนชน เท่ากับ โมเมนตัมหลังชน

การชนในสองมิติ หรือการชนในแนวเฉียง  

หมายถึงการชนของวัตถุซึ่งอยู่บนระนาบเดียวกัน แต่แนวของการชนไม่ผ่านจุดศูนย์กลางมวล  แนวการเคลื่อนที่ของวัตถุก่อนชนและหลังชนไม่อยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน เช่น การชนกันของลูกบิลเลียด 


แบ่งเป็น 3 ประเภทเช่นกัน
1.      การชนใน 2 มิติแบบยืดหยุ่น
การชนใน 2 มิติเป้นการชนที่ไม่สูญเสียพลังงานจลน์ของระบบ
จะได้ว่า
ผลรวมของโมเมนตัมก่อนชน (แกน x)=ผลรวมของโมเมนตัมหลังชน (แกน x
ผลรวมของโมเมนตัมก่อนชน (แกน y)=ผลรวมของโมเมนตัมหลังชน (แกน y)
2.      การชนใน 2 มิติแบบไม่ยืดหยุ่น 
การชนใน 2 มิติแบบไม่ยืดหยุ่นเป็นการชนกันของวัตถุ ที่มีการสูญเสียพลังงานจลน์ของระบบ
จะได้ว่า
ผลรวมของโมเมนตัมก่อนชน (แกน x)=ผลรวมของโมเมนตัมหลังชน (แกน x
ผลรวมของโมเมนตัมก่อนชน (แกน y)=ผลรวมของโมเมนตัมหลังชน (แกน y)
3.      การชนแบบไม่ยืดหยุ่นโดยสมบูรณ์ (Perfectly Inelastic collision)
เป็นการชนที่มีผลรวมของโมเมนตัมของระบบคงที่แต่ผลรวมของพลังงานจลน์ของระบบไม่คงที่

และหลังจากชนแล้วมวลทั้งสองจะติดกันไป